วันศุกร์ที่ 08 มกราคม 2010 เวลา 10:53 น. แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 16 มิถุนายน 2010 เวลา 15:14 น.
ปัจจุบันการรับรู้และทัศนคติของสาธารณชนให้ความห่วงใยต่อสาเหตุและความสำคัญของปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อนมากขึ้น และการค้นพบทางวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ทำให้ชาติต่าง ๆ รวมทั้งชุมชนและองค์การในภูมิภาคต่าง ๆ เริ่มปฏิบัติการเพื่อหยุดภาวะโลกร้อน ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมในฐานะผู้ผลิต ภาคบริการในฐานะผู้ขับเคลื่อนกิจกรรม รวมถึง ภาคประชาชนในฐานะผู้บริโภค
การลดก๊าซเรือนกระจกในส่วนของผู้บริโภค ที่เชื่อมโยงกับภาคการผลิตและบริการ คือ การเลือกซื้อสินค้าหรือบริการที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย ซึ่งผู้บริโภคจำเป็นต้องมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อ ซึ่งเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการลดก๊าซเรือนกระจก โดยการเลือกซื้อสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย หรือสินค้าที่มี “ฉลากคาร์บอน (carbon label)” โดย ฉลากคาร์บอน จะแสดงให้ผู้บริโภคได้รับทราบว่าในกระบวนการผลิตสินค้าตั้งแต่การจัดเตรียมวัตถุดิบ การผลิต หลังการใช้ จนได้สินค้าหรือบริการ แต่สำหรับประเทศไทยยังเป็นการประเมินว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นปริมาณเท่าใดหลังจากที่ผู้ประกอบการได้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตแล้ว (carbon reduction label)
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตให้ผลิตภัณฑ์ใช้ฉลากคาร์บอน มี 2 หน่วยงาน คือ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย การขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน มีค่าดำเนินการ 100,000 บาทต่อผลิตภัณฑ์ มีอายุ 3 ปี โดยตัวฉลากจะแสดงระดับการลดลงของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศ จากกระบวนการผลิต อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
1) มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงเฉลี่ยตั้งแต่ร้อยละ 10 ขึ้นไป ระหว่างปี พ.ศ. 2545 ถึงปีล่าสุดที่ครบ 12 เดือน โดยพิจารณาจาก 2 ปัจจัย คือ การจัดการพลังงาน (การใช้พลังงานไฟฟ้า และการใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต) และการจัดการของเสีย หรือ
2) มีระบบผลิตไฟฟ้าจากวัสดุชีวมวลหรือจากของเสียเพื่อใช้ภายในโรงงาน โดยอาจซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตภายนอกได้แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ของปริมาณไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตสินค้า ทั้งนี้จะไม่มีการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ในกระบวนการผลิต (ยกเว้นเพื่อการเริ่มต้นเดินระบบผลิตไฟฟ้าและเพื่อการเคลื่อนย้ายสิ่งของภายในพื้นที่สถานประกอบการเท่านั้น) และไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากของเสีย (น้ำเสีย หรือ กากของเสีย/ขยะมูลฝอย) หรือ
3) มีการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงในภาคอุตสาหกรรมประเภทนั้นๆ ซึ่งคณะทำงานส่งเสริมการใช้ฉลากคาร์บอนจะพิจารณาเป็นกรณีไป
เมื่อประเทศไทยมีฐานข้อมูลวัฏจักรผลิตภัณฑ์หรือแอลซีเอ (Life Cycle Assessment: LCA)* ที่มีความสมบูรณ์เพียงพอ และเข้าสู่ระบบมาตรฐานไอเอสโอ 14067 (ISO 14067) จะเป็นการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาไปสู่ในการจัดทำ ฉลากคาร์บอน ในระดับสากลที่มีการวัดขนาด คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)
“คาร์บอนฟุตปริ้นท์ (Carbon Footprint)” หมายถึง ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วย ตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง การประกอบชิ้นส่วน การใช้งาน และการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังใช้งาน โดยคำนวณออกมาในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งปริมาณที่ได้จะไปนำแสดงบนฉลากคาร์บอน โดยระยะแรก ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ หรือ MTEC เป็นที่ปรึกษาหลักในเรื่องของเทคนิคในการประเมินวัฏจักรผลิตภัณฑ์
ฉลากคาร์บอน จะเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และเป็นกลไกทางการตลาดในการกระตุ้นให้ผู้ผลิตสินค้าพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

*เป็นเทคนิคที่ใช้ในการประเมินศักยภาพการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ( Climate Change Potential ) อันเนื่องมาจากการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ รวมทั้งแก๊สเรือนกระจกอื่นๆ โดยตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์และบริการแสดงผลในเชิงปริมาณ คือ เทียบเท่ากับศักยภาพการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เป็น กิโลกรัม (kg CO2 equivalent ) โดยในประเทศอังกฤษได้พัฒนามาตรฐานการวิเคราะห์ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ ที่เรียกว่า PAS 2050:2008 - Specification for the assessment of the life cycle greenhouse gas emissions of goods and services โดย British Standards Institution ( BSI ) , Defra ( Department for Environment, Food and Rural Affairs ) และ Carbon Trust ซึ่งคาดว่าจะเป็นที่ยอมรับ ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป และระดับสากล
อ้างอิง
[1] องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก , http://www.tgo.or.th/
[2] Carbon footprint labelling Thailand, http://www.CarbonLabelThaiFood.sci.ku.ac.th/



