แนะนำ KM
วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม 2010 เวลา 17:02 น.
สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 15 โดยกลุ่มงานวิเคราะห์คุณภาพสิ่งแวดล้อม ขอแนะนำคู่มือการปฏิบัติงานในการวิเคราะห์และทดสอบปริมาณของแข็งแขวนลอย Total Suspended Solids(TSS) : Dried at 103-105 0Cวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2009 เวลา 17:12 น. แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2009 เวลา 14:43 น.
กระบวนการจัดการความรู้
ปัจจัยสำคัญของการสร้างความรู้ (knowledge creation) คือการสังเคราะห์ความรู้ทั้งสองส่วนจากบุคคลออกมาให้ได้ แต่อุปสรรคอยู่ที่ความแตกต่างของภูมิหลังทางสังคม วัฒนธรรม เพราะประเทศทางตะวันตกมุ่งเน้นในเรื่องการวิเคราะห์ และการใช้หลักเหตุผลซึ่งมีความใกล้เคียงกับความรู้ที่ ชัดแจ้ง (explicit knowledge) ส่วนประเทศแถบเอเชียให้ความใส่ใจในเรื่องของประสบการณ์ซึ่งใกล้เคียงกับความรู้โดยนัย (tacit knowledge) อย่างไรก็ตามความรู้ทั้งสองประเภทก็มีความสำคัญและความจำเป็นอย่างมาก จึงต้องมีการผลักดันให้เกิดการสังเคราะห์ความรู้ทั้งสองส่วนนี้ขึ้น เราจำเป็นต้องมีการสังเคราะห์ความรู้ทั้งสองแบบ โดยอาศัยกลุ่มคนที่เรียกว่า “ผู้ให้ความรู้” ภายใต้ SECI model สามารถจัดแบ่งผู้ให้ความรู้ (worker) ได้เป็น 4 ประเภทด้วยกันคือ
1. ตัวแทน (agent) หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ socialization
2. ผู้สัญจร (nomad) หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ externalization
3. นักวิเคราะห์ (analysts) หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ combination และ
4. ผู้ดูแล (keeper) หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ internalization
องค์ประกอบของการจัดการความรู้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่สอง คือ ba หรือที่ที่ก่อให้เกิดความรู้ผ่านกระบวนการ SECI คือสถานที่ที่ผู้คนร่วมแบ่งปันความรู้ที่ตนเองมีอยู่ร่วมกับผู้อื่นโดยมุ่งเน้นในการแสดงความคิดเห็นหรือมุมมองที่แตกต่างหลากหลายเพราะผู้ร่วมแบ่งปันความรู้แต่ละคนมีประสบการณ์และความรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวของแต่ละคน เมื่อแต่ละคนได้ร่วมแบ่งปันความรู้ร่วมกันก็จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งจากตัวพวกเขาเอง ตัวของผู้ร่วมแบ่งปันและทำให้เกิดความรู้ใหม่ขึ้นมา ba สามารถอยู่ในแบบรูปธรรม เช่น สำนักงานหรือสถาปัตยกรรมที่เป็นที่อำนวยความสะดวกในการแบ่งปันความรู้ หรือ ba อาจจะออกมาในรูปแบบการแลกเปลี่ยนโดยผ่านทางข้อความอีเมลล์ การประชุมทางไกล หรือการสร้างโฮมเพจส่วนตัวเพื่อพนักงานทุกคนในบริษัท นอกจากนั้น ba ก็อาจจะเป็นสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ เช่น ประสบการณ์ ความคิดและแบบอย่างแลกเปลี่ยน ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ba ให้ความสำคัญกับการปฏิสัมพันธ์ ส่วนที่สามคือ สินทรัพย์ทางความรู้ (knowledge asset) ซี่งหมายถึงการนำเข้า (input) และการนำออก (output) ของกระบวนการตัวแบบ SECI ด้วยวิธีที่ความรู้ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากความรู้ ซึ่งงาน IT จะมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการนี้มาก และกระบวนการสุดท้ายคือ Internalization หรือการนำความรู้ที่ผ่าน การจัดระบบไปใช้ปฏิบัติและเผยแพร่สู่บุคคลอีกครั้ง โดยนำความรู้ที่ได้มาปฏิบัติตามด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนความรู้ที่ชัดแจ้ง ไปเป็นความรู้โดยนัยอีกครั้ง และความรู้ที่ได้ก็จะกลายเป็นสิ่งที่สามารถจับต้องได้และสร้างคุณค่าขึ้นในรูปแบบเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ การบริการและแนวทางแก้ไขปัญหาให้แก่ลูกค้า และเมื่อเกิดการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าก็จะย้อนกลับไปสู่ กระบวนการแรกหรือ Socialization อีกครั้ง ดังนั้นกระบวนการทั้งหมดก็จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งเช่นกัน ทั้งนี้ เนื่องจากกระบวนการ Socialization และกระบวนการ Externalization เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการสร้างสรรค์ (creativity) ขณะที่กระบวนการ Combination และ Internalization เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ ความมีประสิทธิภาพ (efficiency) แต่ความสามารถในการสร้างสรรค์และความมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน
ส่วนแรกคือ ตัวแบบ SECI หรือกระบวนการ Socialization,Externalization, Combination, และ Internalization ซึ่งเป็นตัวแบบสำคัญในการแปลงความรู้ที่ชัดแจ้งหรือความรู้ที่เป็นทางการ (explicit knowledge) กับความรู้โดยนัยหรือความรู้ที่มองไม่เห็นชัดเจน (tacit knowledge) จุดสำคัญที่สุดของกระบวนการ SECI คือการมีกระบวนการที่หมุนเป็นขด (spiral) ไม่ใช่หมุนเวียนเป็นวงกลม (circle) การหมุนเป็นขดมักเป็นแบบขดขึ้นมากกว่าขดลงและการหมุนขดก็มักจะไม่มีการจบสิ้นแม้ว่าจะมาสู่ขั้นตอน Internalization ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการแล้วก็ตามก็จะเกิดการหมุนขดกลับไปยังขั้นตอน Socialization และขั้นตอนต่างๆ ในกระบวนการก็จะเริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วความรู้ก็จะถูกสร้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในกระบวนการเหล่านี้ ซึ่งงาน IT จะมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการนี้มาก และกระบวนการสุดท้ายคือ Internalization หรือการนำความรู้ที่ผ่าน การจัดระบบไปใช้ปฏิบัติและเผยแพร่สู่บุคคลอีกครั้ง โดยนำความรู้ที่ได้มาปฏิบัติตามด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนความรู้ที่ชัดแจ้ง ไปเป็นความรู้โดยนัยอีกครั้ง และความรู้ที่ได้ก็จะกลายเป็นสิ่งที่สามารถจับต้องได้และสร้างคุณค่าขึ้นในรูปแบบเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ การบริการและแนวทางแก้ไขปัญหาให้แก่ลูกค้า และเมื่อเกิดการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าก็จะย้อนกลับไปสู่ กระบวนการแรกหรือ Socialization อีกครั้ง ดังนั้นกระบวนการทั้งหมดก็จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งเช่นกัน ทั้งนี้ เนื่องจากกระบวนการ Socialization และกระบวนการ Externalization เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ ความสามารถในการสร้างสรรค์ (creativity) ขณะที่กระบวนการ Combination และ Internalization เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความมีประสิทธิภาพ (efficiency) แต่ความสามารถในการสร้างสรรค์และความมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน
วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2009 เวลา 17:12 น. แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2009 เวลา 14:40 น.
Peter Drucker กล่าวไว้ว่า “ความรู้เป็นทรัพยากรที่มีความหมายและมีความสำคัญเพียงอย่างเดียวในทุกวันนี้ สังคมที่เคยเป็นอยู่ก็กลายมาเป็นสังคมแห่งความรู้ และเศรษฐกิจก็กลายมาเป็นเศรษฐกิจแห่งความรู้หรือเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ดังนั้น “สินทรัพย์ทางความรู้” จึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อองค์กรในการสร้างและรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขัน” ความรู้เป็นกระบวนการหนึ่งที่มนุษย์สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ หากองค์กรใดสามารถจัดการความรู้ที่มีอยู่ได้จากบุคลากรในทุกระดับขององค์กร และจากทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความรู้ที่ผ่านกระบวนการจัดการมาแล้วนั้นก็จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรนั้น ๆ เกิดการปรับปรุงและสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือสิ่งใหม่ๆ ที่มีประโยชน์และคุ้มค่าต่อการพัฒนาองค์กร ซึ่งจะช่วยให้องค์กรนั้นสามารถเติบโตทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมทั้งมีศักยภาพในการแข่งขันระดับโลก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความรู้เป็นสิ่งที่อยู่ภายในของแต่ละคน ทำให้เราไม่สามารถสื่อสารทุกอย่างที่ออกมาเพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องนำหลักการหรือวิธีการจัดการความรู้มาใช้เป็นเครื่องมือดัดแปลงหรือสังเคราะห์ความรู้ที่มีอยู่ เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรมากที่สุด
ที่มา : http://www.ftpi.or.th/th/knwinf_article_index.htm บทความเรื่อง ความสำคัญของ “ภาวะผู้นำ” ต่อ “การจัดการความรู้” (The Importance of Leadership in Knowledge Management) โดย Ryoko Toyama, PhD. และ“การจัดการความรู้” สู่ การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ให้องค์กร : แนวคิดพื้นฐานและวิธีการบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ (Knowledge Management for Corporate Innovation: Basic Concept and Approaches)



